แชร์

ไวรัสฮันตา (Hantavirus): รู้ทัน เข้าใจ ป้องกันได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก

อัพเดทล่าสุด: 14 พ.ค. 2026
Hantavirus, ไวรัสฮันตา, หนู

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) : รู้ทัน ป้องกันได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก
ในช่วงที่ผ่านมา มีกระแสข่าวเกี่ยวกับกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อ "ไวรัสฮันตา" (Hantavirus) บนเรือสำราญในต่างประเทศ ทำให้หลายคนเริ่มกังวล แม้ว่ารายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) จะพบผู้เสียชีวิตบนเรือสำราญแอตแลนติก 3 ราย แต่สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อและความเสี่ยงยังอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม การ "รู้ทัน" และ "เข้าใจ" เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันย่อมดีที่สุด โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์จึงรวบรวมข้อมูลที่คุณควรรู้มาฝากดังนี้ครับ

ไวรัสฮันตา คืออะไร?
ไวรัสฮันตา เป็นไวรัสชนิด RNA ที่อาศัยอยู่ในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ "หนู"

  • หนูที่เป็นพาหะจะไม่แสดงอาการป่วย แต่จะปล่อยเชื้อออกมาทางปัสสาวะ มูล และน้ำลาย
  • ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยาต้านไวรัสเฉพาะทาง

โดยความรุนแรงของโรคจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการหลักตามภูมิภาค ได้แก่:

1. กลุ่มอาการทางปอด (HCPS): มักพบในแถบอเมริกา มีอาการปอดบวมน้ำ หายใจลำบาก และมีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 30-50%
2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกและไตวาย (HFRS): มักพบในแถบเอเชียและยุโรป ทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน ปัสสาวะลดลง มีอัตราเสียชีวิตประมาณ 1-15%

4 ช่องทางการติดต่อที่ต้องระวัง
เราสามารถได้รับเชื้อไวรัสฮันตาผ่านทางหลักๆ ดังนี้:
  • การสูดดม (ช่องทางหลัก): สูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะหรือมูลหนู
  • การสัมผัส: สัมผัสเชื้อผ่านบาดแผล หรือเยื่อบุตาและจมูก
  • อาหารและน้ำ: ดื่มกินสิ่งที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของหนู
  • จากคนสู่คน: พบน้อยมาก (เฉพาะสายพันธุ์ Andes เท่านั้น)
อาการที่ต้องสังเกต: เริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่
อาการของโรคมักจะค่อยๆ รุนแรงขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ:

1. ระยะแรก (1-8 สัปดาห์หลังรับเชื้อ)
จะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ทั่วไป เช่น มีไข้สูง, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, อ่อนเพลีย, คลื่นไส้อาเจียน หรือปวดท้อง

2. ระยะรุนแรง (ต้องพบแพทย์ทันที!)
หากเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ ห้ามชะล่าใจเด็ดขาด:
  • หอบเหนื่อย หายใจลำบาก
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • มีจุดเลือดออกตามตัว
  • ความดันโลหิตต่ำ
5 วิธีป้องกันง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน
เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เราควรดูแลสุขอนามัยในที่พักอาศัยดังนี้:
  1. กันหนูเข้าบ้าน: ปิดช่องโหว่ตามผนังและเก็บขยะให้มิดชิด
  2. เก็บอาหารให้ปลอดภัย: ใส่ภาชนะที่ปิดสนิทเสมอ
  3. เลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น: ในพื้นที่ที่มีมูลหนู ให้ใช้ "ผ้าเปียกเช็ด" เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อ
  4. ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อ: ก่อนทำความสะอาดบริเวณที่สงสัยว่ามีหนูอาศัยอยู่
  5. สวมอุปกรณ์ป้องกัน: ใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือทุกครั้งที่ทำความสะอาด

เมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์?

หากคุณมีไข้ และมีประวัติสัมผัสหนูในช่วง 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะถ้ามีอาการหายใจลำบากหรือปัสสาวะน้อยลง ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที และแจ้งประวัติความเสี่ยงให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดครับ



ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม:
โทร: 02-111-3703
เว็บไซต์: www.sapienspainhospital.com
Facebook: Sapiens Hospital โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์


บทความที่เกี่ยวข้อง
ใส้ติ่ง, ใส้ติ่งอักเสบ, โรงพยาบาล, เซเปี้ยนซ์, sapiens
"ไส้ติ่งอักเสบคืออะไร? ปวดท้องลักษณะไหนที่ควรสงสัยว่าเป็นไส้ติ่ง? ร่วมทำความเข้าใจสาเหตุของโรค สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม และเทคโนโลยีการผ่าตัดสมัยใหม่ที่ช่วยให้ฟื้นตัวไว เพื่อการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและทันท่วงที"
30 มิ.ย. 2026
ไขมันในเลือดสูง, เซเปี้ยนซ์, sapiens
ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีบทบาทในการสร้างเซลล์ สร้างฮอร์โมน และเป็นแหล่งพลังงานสำรอง อย่างไรก็ตาม หากมีไขมันบางชนิดในกระแสเลือดมากเกินไป โดยเฉพาะ LDL Cholesterol หรือที่เรียกว่า “ไขมันเลว”
25 มิ.ย. 2026
ผู้หญิงสูงวัยมีอาการปวดคอ
อาการ ปวดคอ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย! เช็กสาเหตุและวิธีดูแลอย่างถูกต้อง ป้องกันภาวะเรื้อรังก่อนสายเกินไป
24 มี.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy