แชร์

ฝี หนอง แผลติดเชื้อ เมื่อไรต้องผ่าระบายหนอง

อัพเดทล่าสุด: 1 ส.ค. 2026
ฝี, หนอง, แผลติดเชื้อ, เซเปี้ยนซ์, sapiens,  อายุรกรรม
ฝี หนอง แผลติดเชื้อ เมื่อไรต้องผ่าระบายหนอง
ฝีเล็ก ๆ อาจไม่เล็กเสมอไป
   หลายคนเริ่มจากตุ่มแดงเล็กๆ ใต้ผิวหนังตอนแรกอาจคิดว่าเป็นสิว แมลงกัด หรือแผลถลอกธรรมดา แต่ผ่านไปไม่กี่วัน ก้อนนั้นเริ่มบวม แดง ร้อน เจ็บมากขึ้น บางครั้งกดแล้วปวดตุบๆ เหมือนมีอะไรขังอยู่ข้างในบางรายเริ่มมีหัวหนอง มีน้ำเหลือง มีกลิ่น หรือมีไข้ร่วมด้วย นี่อาจไม่ใช่แค่แผลอักเสบธรรมดา แต่อาจเป็น “ฝี” หรือแผลติดเชื้อที่มีหนองขังอยู่ใต้ผิวหนัง

    สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ เมื่อมีแผลติดเชื้อหรือมีหนอง ต้องกินยาปฏิชีวนะอย่างเดียวก็พอแต่ในทางการแพทย์ หากมีหนองขังเป็นโพรงอยู่ใต้ผิวหนัง การรักษาหลักมักไม่ใช่แค่ยา เพราะยาปฏิชีวนะ เข้าไปจัดการหนองที่ถูกขังอยู่ได้จำกัด การเปิดระบายหนองออกจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาในหลายกรณี พูดให้เข้าใจง่ายคือ "ถ้ามีหนองขังอยู่ ต้องเอาหนองออกให้ถูกวิธีไม่ใช่ปล่อยให้ร่างกายสู้กับเชื้อโรคในโพรงหนองไปเรื่อยๆ

บทความนี้จะอธิบายว่า ฝีคืออะไร แผลติดเชื้อแบบไหนต้องผ่าระบายหนอง เมื่อไรต้องรีบพบแพทย์ และทำไมไม่ควรบีบหรือเจาะหนองเองที่บ้าน


ฝีคืออะไร
   ฝี หรือ abscess คือการติดเชื้อที่ทำให้เกิดโพรงหนองอยู่ในเนื้อเยื่อ หนองประกอบด้วยเชื้อโรค เม็ดเลือดขาว เซลล์ที่ตายแล้ว และของเหลวจากการอักเสบ ฝีอาจเกิดได้แทบทุกตำแหน่งของร่างกาย เช่น
  • ใบหน้า
  • รักแร้
  • หลัง
  • ก้น
  • ขาหนีบ
  • รอบทวารหนัก
  • เต้านม
  • มือและนิ้ว
  • บริเวณแผลผ่าตัด
  • บริเวณที่เคยมีซีสต์หรือก้อนใต้ผิวหนัง
    สาเหตุที่พบบ่อยคือเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังผ่านรอยแตกเล็กๆ แผลถลอก รูขุมขนอักเสบ การโกนขน การ เกา การบีบสิว หรือแผลที่ดูเหมือนไม่สำคัญในตอนแรก เมื่อเชื้อเข้าสู่ผิวหนัง ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวมาจัดการเชื้อโรค เกิดการอักเสบ บวม แดง และเมื่อมีเนื้อเยื่อที่ตายร่วมกับเชื้อโรค จึงกลายเป็นหนองขังอยู่ภายใน

ฝีต่างจากแผลอักเสบธรรมดาอย่างไร
แผลอักเสบหรือผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้ออาจมีอาการแดง ร้อน บวม เจ็บ แต่ยังไม่มีหนองขังเป็นโพรง ชัดเจน ภาวะนี้มักเรียกว่า cellulitis หรือผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอักเสบแต่ถ้าเริ่มมีหนองขัง จะมีลักษณะที่ต่างออกไป เช่น
  • มีก้อนบวมเฉพาะจุด
  • ปวดมากขึ้น
  • กดแล้วเจ็บลึก
  • ผิวหนังตึงหรือเงา
  • บางจุดนิ่มตรงกลาง คล้ายมีของเหลวอยู่ข้างใน
  • มีหัวหนองหรือหนองไหล
  • อาจมีไข้หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย
   ในทางปฏิบัติ แผลติดเชื้อบางรายเริ่มจาก cellulitis แล้วค่อยกลายเป็นฝีเมื่อหนองรวมตัวกันอยู่ใต้ผิวหนัง ดังนั้น หากแผลแดงบวมมากขึ้นทั้งที่เริ่มกินยาแล้ว หรือเริ่มคลำได้ก้อนนิ่มๆ เจ็บๆ ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อ ประเมินว่ามีหนองซ่อนอยู่หรือไม่

ทำไมมีหนองแล้วมักต้องระบายออก
    หนองที่ขังอยู่ใต้ผิวหนังเหมือนเชื้อโรคถูกกักอยู่ในโพรงปิด หากหนองไม่ถูกระบายออก ความดันภายในโพรงอาจเพิ่มขึ้น ทำให้ปวดมากขึ้น เนื้อเยื่อรอบ ๆ ถูกทำลายมากขึ้น และเชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงการเปิดระบายหนอง หรือ incision and drainage เป็นหัตถการที่แพทย์ใช้เปิดทางให้หนองออกจากโพรง ลดความดัน ลดปริมาณเชื้อ และช่วยให้แผลเริ่มฟื้นตัว

   ยาปฏิชีวนะมีประโยชน์ในบางกรณี แต่ถ้ามีหนองขังชัดเจน ยาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เปรียบได้กับห้องที่มีน้ำสกปรกขังอยู่ การใส่น้ำยาฆ่าเชื้ออาจช่วยบางส่วน แต่ถ้าไม่ระบายน้ำเสียออก ปัญหาก็ยังอยู่



แผลแบบไหนมักต้องผ่าระบายหนอง
ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาระบายหนอง หากมีลักษณะต่อไปนี้
  1. มีก้อนบวม แดง ร้อน เจ็บ และปวดมากขึ้น ถ้าก้อนอักเสบปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะปวดตุบ ๆ หรือปวดลึก ๆ อาจหมายถึงมีหนองขังอยู่ภายใน
  2. กดแล้วรู้สึกนิ่มตรงกลางหรือเหมือนมีของเหลวภาวะนี้เรียกว่า fluctuation เป็นลักษณะที่ชวนสงสัยว่ามีโพรงหนองใต้ผิวหนัง และมักต้องระบายออก
  3. มีหัวหนองหรือหนองเริ่มไหล แม้หนองจะเริ่มไหลออกเอง แต่ไม่ได้แปลว่าหนองออกหมดเสมอไป บางครั้งรูเปิดเล็กเกินไป ทำให้หนองยังค้าง อยู่ข้างในและกลับมาเป็นซ้
  4. แผลโตขึ้นหรือแดงลาม ถ้ารอยแดงขยายออก บวมมากขึ้น หรือเจ็บมากขึ้น แสดงว่าการติดเชื้ออาจลุกลาม ต้องประเมินว่ามีทั้งหนอง และ cellulitis ร่วมกันหรือไม่
  5. มีไข้ หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียมาก อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าร่างกายมีการตอบสนองต่อการติดเชื้อมากขึ้น อาจจำเป็นต้องระบายหนองร่วมกับให้ยาปฏิชีวนะ
  6. เป็นฝีในตำแหน่งเสี่ยง ตำแหน่งบางจุดควรให้แพทย์ประเมินเร็ว เช่น ใบหน้า รอบตา มือ นิ้ว อวัยวะเพศ เต้านม รอบทวารหนัก หรือ บริเวณใกล้ข้อ เพราะการติดเชื้ออาจลุกลามหรือมีโครงสร้างสำคัญอยู่ใกล้
  7. เป็นในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง
ผู้ป่วยบางกลุ่มมีโอกาสติดเชื้อรุนแรงหรือแผลหายช้ากว่าปกติ เช่น
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยโรคไต
  • ผู้ป่วยโรคตับ
  • ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือสเตียรอยด์
  • ผู้ป่วยมะเร็งหรือได้รับเคมีบำบัด
  • ผู้ที่มีแผลเรื้อรังหรือหลอดเลือดส่วนปลายตีบ
    กลุ่มนี้ไม่ควรรอดูอาการเองนาน เพราะแผลอาจลุกลามเร็วและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าแผลแบบไหนอาจยังไม่ต้องผ่าระบายหนองทันที ไม่ใช่แผลแดงทุกแผลต้องถูกผ่าเสมอไป หากเป็นเพียงผิวหนังอักเสบระยะแรก ยังไม่มีโพรงหนอง ไม่มีหัวหนอง และแพทย์ตรวจแล้วไม่พบหนองขัง อาจรักษาด้วยการทำความสะอาดแผล ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม และติดตามอาการได้

    บางก้อนที่เริ่มอักเสบเล็กน้อย เช่น รูขุมขนอักเสบหรือตุ่มเล็ก ๆ อาจดีขึ้นได้ด้วยการประคบอุ่น ดูแลความสะอาด และเฝ้าสังเกต แต่ต้องไม่บีบ ไม่แกะ และไม่ใช้เข็มเจาะเองหากอาการไม่ดีขึ้นใน 24–48 ชั่วโมง แดงลาม ปวดมากขึ้น หรือเริ่มมีหนอง ควรกลับมาพบแพทย์

ผ่าระบายหนองทำอย่างไร
การผ่าระบายหนองเป็นหัตถการขนาดเล็กในหลายกรณี แต่ต้องทำด้วยเทคนิคปลอดเชื้อและประเมินตำแหน่ง
อย่างเหมาะสมโดยทั่วไป แพทย์จะทำตามขั้นตอนดังนี้
  1. ตรวจประเมินตำแหน่ง ขนาด และความลึกของฝี
  2. ทำความสะอาดผิวหนัง
  3. ฉีดยาชาเฉพาะที่
  4. เปิดแผลเล็ก ๆ บริเวณที่เหมาะสม
  5. ระบายหนองออก
  6. ล้างโพรงหนองตามความเหมาะสม
  7. อาจเก็บตัวอย่างหนองส่งเพาะเชื้อในบางราย
  8. ใส่ผ้าก๊อซหรือวัสดุช่วยระบายในบางกรณี
  9. ปิดแผลและนัดทำแผลหรือติดตามอาการ
   หลังระบายหนอง อาการปวดมักดีขึ้น เพราะความดันในโพรงหนองลดลง แต่แผลยังต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องจนกว่าโพรงจะค่อย ๆ ปิดจากด้านในออกมาด้านนอก

ต้องกินยาปฏิชีวนะทุกคนไหม
ไม่จำเป็นทุกคน ในฝีขนาดเล็กและไม่ซับซ้อน ผู้ป่วยสุขภาพแข็งแรง ไม่มีไข้ ไม่มีรอยแดงลาม และได้รับการระบายหนองอย่างเหมาะสม บางรายอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ควรใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยในกรณีต่อไปนี้
  • มีไข้ หนาวสั่น หรืออาการระบบ
  • รอยแดงลามรอบแผลมาก
  • มี cellulitis ร่วมด้วย
  • ฝีหลายตำแหน่ง
  • ฝีขนาดใหญ่
  • เป็นตำแหน่งเสี่ยง เช่น ใบหน้า มือ รอบทวารหนัก อวัยวะเพศ
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้มีภูมิคุ้มกันต่
  • ผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัวหลายอย่าง
  • มีลิ้นหัวใจเทียมหรือความเสี่ยงเฉพาะบางอย่าง
  • สงสัยเชื้อดื้อยา เช่น MRSA ตามปัจจัยเสี่ยงและพื้นที่
   การเลือกยาต้องขึ้นกับลักษณะการติดเชื้อ ความรุนแรง โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และเชื้อที่สงสัย ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะอาจเลือกยาไม่ตรงเชื้อ กินไม่ครบ ทำให้เชื้อดื้อยา หรือกลบอาการจนมาพบแพทย์ช้า

ทำไมไม่ควรบีบ เจาะ หรือกรีดฝีเอง
หลายคนพยายามบีบหนองออกเองเพราะคิดว่าจะทำให้หายเร็ว แต่การบีบหรือเจาะเองมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิดอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ หนองออกไม่หมด ทำให้กลับมาเป็นซ้ำ
  • เชื้อกระจายลึกขึ้น
  • แผลกว้างขึ้น
  • เกิดแผลเป็นมากขึ้น
  • เสี่ยงติดเชื้อเพิ่มจากอุปกรณ์ไม่สะอาด
  • เลือดออก
  • โดนเส้นเลือด เส้นประสาท หรือโครงสร้างสำคัญ
  • ทำให้การรักษาภายหลังยากขึ้น
  โดยเฉพาะฝีบริเวณใบหน้า รอบจมูก รอบตา มือ นิ้ว อวัยวะเพศ และรอบทวารหนัก ไม่ควรบีบเองเด็ดขาดเพราะเป็นตำแหน่งที่มีความเสี่ยงต่อการลุกลามและภาวะแทรกซ้อนมากกว่าแผลทั่วไป 

ฝีและหนองอันตรายแค่ไหน



ฝีเล็กๆ ที่รักษาเร็วและระบายหนองถูกวิธีมักหายได้ดี แต่ถ้าปล่อยไว้นานหรือรักษาไม่เหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น
  • การติดเชื้อลามในผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
  • ฝีลึก
  • แผลเรื้อรัง
  • เชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
  • กระดูกอักเสบ โดยเฉพาะแผลลึกที่เท้าหรือผู้ป่วยเบาหวาน
  • เนื้อเยื่อตาย
  • การติดเชื้อรุนแรง เช่น necrotizing fasciitis ซึ่งพบไม่บ่อยแต่เป็นภาวะฉุกเฉิน
   ดังนั้น หากแผลดูแย่ลงเร็ว ปวดมากผิดปกติ หรือมีไข้สูง อ่อนเพลียมาก ไม่ควรรอดูอาการเองสัญญาณอันตรายที่ควรรีบไปโรงพยาบาลควรไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการต่อไปนี้
  • ไข้สูง หนาวสั่น
  • ปวดมากผิดปกติ หรือปวดมากกว่าแผลที่เห็นภายนอก
  • รอยแดงลามเร็ว
  • ผิวหนังเปลี่ยนเป็นม่วง ดำ หรือมีตุ่มน้ำพอง
  • แผลมีกลิ่นเหม็นมาก
  • มีหนองจำนวนมาก
  • ซึม อ่อนเพลียมาก หน้ามืด
  • หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว
  • คลื่นไส้อาเจียนมาก
  • เป็นแผลติดเชื้อในผู้ป่วยเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันต่
  • แผลอยู่ที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน
  • แผลอยู่ใกล้ตา มือ นิ้ว อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก
  • ขยับนิ้ว มือ เท้า หรือข้อแล้วปวดมาก
   อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้การติดเชื้อที่รุนแรงกว่าฝีธรรมดา และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์โดยเร็วหลังผ่าระบายหนอง ต้องดูแลแผลอย่างไร
หลังระบายหนองแล้ว แผลยังต้องการการดูแลต่อเนื่อง เพราะโพรงฝีต้องค่อย ๆ หายจากด้านใน หากปิดแผลเร็วเกินไปทั้งที่ข้างในยังมีช่องว่าง อาจเกิดหนองซ้ำได้ แนวทางดูแลทั่วไป ได้แก่
  • ทำแผลตามคำแนะนำแพทย์
  • รักษาแผลให้สะอาดและแห้งตามช่วงเวลาที่แพทย์กำหนด
  • ไม่แกะผ้าก๊อซหรือวัสดุระบายเองหากแพทย์ยังไม่อนุญาต
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบ
  • ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสแผล
  • หลีกเลี่ยงการบีบหรือกดแผล
  • สังเกตอาการแดง บวม ปวด หรือหนองเพิ่ม
  • กลับมาตามนัดเพื่อประเมินว่าโพรงหนองยุบลงหรือไม่
   หากมีไข้ ปวดมากขึ้น หนองเพิ่ม กลิ่นเหม็นมากขึ้น หรือรอยแดงลาม ควรกลับมาพบแพทย์ก่อนวันนัด

ป้องกันฝีและแผลติดเชื้อได้อย่างไร

การป้องกันทำได้โดยลดโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ผิวหนัง และดูแลโรคประจำตัวที่ทำให้ติดเชื้อง่าย คำแนะนำที่ช่วยได้ ได้แก่
  • รักษาความสะอาดผิวหนัง
  • ล้างแผลเล็ก ๆ ทันทีด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ
  • ปิดแผลหากอยู่ในตำแหน่งเสียดสีหรือสกปรกง่าย
  • ไม่แกะ เกา หรือบีบสิวและตุ่มอักเสบ
  • ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน
  • รักษาเชื้อราที่เท้าหรือผิวหนังแตก
  • ควบคุมเบาหวานให้ดี
  • รักษาท้องผูกหรือเหงื่ออับชื้นในบริเวณที่เกิดฝีซ้
  • เปลี่ยนเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวเป็นประจ
  • หากเป็นฝีซ้ำบ่อย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาปัจจัยเสี่ยง
  ผู้ที่เป็นฝีซ้ำหลายครั้ง โดยเฉพาะบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ก้น หรือใต้ราวนม อาจต้องประเมินภาวะอื่น เช่น hidradenitis suppurativa หรือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ไม่ควรรักษาเป็นฝีธรรมดาซ้ ๆ โดยไม่หาสาเหตุ

คำถามที่พบบ่อย
  1. มีหนองแล้วกินยาอย่างเดียวได้ไหม 
    บางแผลอักเสบที่ยังไม่มีโพรงหนองอาจรักษาด้วยยาได้ แต่ถ้ามีหนองขังเป็นฝีชัดเจน การรักษาหลักมักต้องเปิดระบายหนอง ยาปฏิชีวนะอาจใช้ร่วมในบางกรณี เช่น มีไข้ แดงลาม เป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ หรือฝีอยู่ตำแหน่งเสี่ยง


  2. ฝีเล็ก ๆ ประคบอุ่นได้ไหมฝีหรือตุ่มอักเสบขนาดเล็กมากที่ยังไม่มีอาการรุนแรง อาจประคบอุ่นและสังเกตอาการได้ แต่ห้ามบีบหรือเจาะเอง หากปวดมากขึ้น แดงลาม โตขึ้น หรือเริ่มมีหนอง ควรพบแพทย์

  3. ผ่าระบายหนองเจ็บไหม 
    แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนเปิดระบายหนอง ระหว่างทำอาจรู้สึกตึงหรือกดดันบ้าง แต่โดยทั่วไปช่วยลดอาการปวดจากความดันของหนองได้มากหลัง

  4. ระบายหนองแล้วต้องเย็บแผลไหม 
    หลายกรณีแผลระบายหนองจะไม่เย็บปิดแน่นทันที เพราะต้องเปิดทางให้หนองและของเหลวระบายออก และให้แผลค่อย ๆ หายจากด้านใน แพทย์จะพิจารณาวิธีปิดแผลตามขนาดและตำแหน่งของฝี


  5. ฝีเป็นซ้ำบ่อยเกิดจากอะไร 
    อาจเกิดจากการเสียดสี เหงื่ออับชื้น รูขุมขนอักเสบ เบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ การติดเชื้อซ้ำจากผิวหนัง หรือโรคผิวหนังบางชนิด เช่น hidradenitis suppurativa หากเป็นซ้ำบ่อยควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ


  6. หนองมีกลิ่นเหม็นอันตรายไหม 
    กลิ่นเหม็นอาจบ่งบอกการติดเชื้อที่มากขึ้นหรือมีเนื้อเยื่อตาย ควรพบแพทย์ โดยเฉพาะหากมีไข้ ปวดมาก แดงลาม หรือแผลอยู่ในผู้ป่วยเบาหวาน


  7. แผลติดเชื้อแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล 
    ควรรีบไปโรงพยาบาลหากมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดมากผิดปกติ รอยแดงลามเร็ว ผิวหนังสีม่วงหรือดำ หนองมากมีกลิ่นเหม็น ซึม หรือเป็นแผลติดเชื้อในผู้ป่วยเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ หรือแผลอยู่บริเวณใบหน้า มือ นิ้ว อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก
      ฝี หนอง และแผลติดเชื้อเป็นภาวะที่พบได้บ่อย แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อมีหนองขังอยู่ใต้ผิวหนัง เพราะการรักษาหลักในหลายกรณีคือการเปิดระบายหนองอย่างถูกวิธี ไม่ใช่การกินยาปฏิชีวนะอย่างเดียวหากแผลบวม แดง ร้อน เจ็บมากขึ้น มีก้อนนิ่มตรงกลาง มีหัวหนอง หนองไหล ไข้ แดงลาม หรือเป็นในผู้ป่วยเบา หวานและภูมิคุ้มกันต่ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องระบายหนองหรือไม่ สิ่งที่ไม่ควรทำคือบีบ เจาะ หรือกรีดฝีเอง เพราะอาจทำให้เชื้อลุกลาม หนองออกไม่หมด แผลใหญ่ขึ้น หรือเกิด ภาวะแทรกซ้อนได้ แผลติดเชื้อที่รักษาเร็ว มักหายได้ดี แต่แผลที่ปล่อยไว้นาน อาจลุกลามลึกและรักษายากขึ้น การตรวจตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณผิดปกติ จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better
โทร. 02-111-3703

เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ

1. Stevens DL, Bisno AL, Chambers HF, et al. Practice Guidelines for the Diagnosis and Management of Skin and Soft Tissue Infections: 2014 Update by the Infectious Diseases Society of America. Clinical Infectious Diseases. 2014;59(2):e10–e52.
2. National Institute for Health and Care Excellence. Cellulitis and erysipelas: antimicrobial prescribing. NICE Guideline NG141. 2019.
3. Vermandere M, Aertgeerts B, Agoritsas T, et al. Antibiotics after incision and drainage for uncomplicated skin abscesses: a clinical practice guideline. BMJ. 2018;360:k243.
4. Ramakrishnan K, Salinas RC, Agudelo Higuita NI. Skin and Soft Tissue Infections. American Family Physician. 2015;92(6):474–483.
5. Wang W, Chen W, Liu Y, et al. Antibiotics for uncomplicated skin abscesses: systematic review and network meta-analysis. BMJ Open. 2018;8:e020991.
6. Pastorino A, Tavarez MM. Incision and Drainage. StatPearls Publishing. Updated 2023.
7. Raff AB, Kroshinsky D. Cellulitis: A Review. JAMA. 2016;316(3):325–337.

บทความที่เกี่ยวข้อง
ใส้ติ่ง, ใส้ติ่งอักเสบ, โรงพยาบาล, เซเปี้ยนซ์, sapiens
"ไส้ติ่งอักเสบคืออะไร? ปวดท้องลักษณะไหนที่ควรสงสัยว่าเป็นไส้ติ่ง? ร่วมทำความเข้าใจสาเหตุของโรค สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม และเทคโนโลยีการผ่าตัดสมัยใหม่ที่ช่วยให้ฟื้นตัวไว เพื่อการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและทันท่วงที"
30 มิ.ย. 2026
ล้มหัวฟาดพื้น ปวดคอ วิธีเช็กอาการเบื้องต้นและการรักษา
หากล้มหัวฟาดพื้นและปวดคอ ให้สังเกตอาการ เช่น ความเจ็บปวดที่รุนแรงหรือความชาบริเวณคอ ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม
28 พ.ค. 2025
ผ่าตัด, เซเปี้ยนACซ์, sapiens,  อายุรกรรม
การผ่าตัดเป็นเรื่องที่หลายคนกังวล แม้จะเป็นการผ่าตัดที่แพทย์บอกว่าไม่ใหญ่มากก็ตาม บางคนกลัวเจ็บ บางคนกลัวดมยาสลบ บางคนกังวลเรื่องโรคประจำตัว บางคนกลัวแผลติดเชื้อ
9 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy